วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ปตท.ล้มท่อ NGV ใต้งบ 2 หมื่นล้านไม่คุ้ม

จัดทำบทความโดย น.ส.จารี บริบูรณ์ เลขทะเบียน 48210372

ปตท.เล็งล้มแผนแนวท่อเอ็นจีวีภาคใต้ราชบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ หวั่นไม่คุ้มลงทุนสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท แถมพื้นที่ยังไม่เอื้ออำนวยแต่ยังเดินหน้าเส้นภาคเหนือ-อีสานต่อย้ำชัดไม่กระทบแผนกระจายเอ็นจีวีในประเทศ
นายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยกับ "ข่าวหุ้นธุรกิจ" ว่า ความคืบหน้าการก่อสร้างแนวท่อก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี) 3 สาย คือภาคเหนือ(อยุธยา-นครสวรรค์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(สระบุรี-นครราชสีมา) และภาคใต้(ราชบุรี-ประจวบคีรีขันธ์) มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท (แผนลงทุนปี 51-54) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษา เบื้องต้นคาดว่าจะล้มแผนก่อสร้างแนวท่อเอ็นจีวีเส้นภาคใต้ ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยเพราะมีระยะทางที่ไกล อีกทั้งมูลค่าการก่อสร้างยังสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท เทียบกับแนวท่อเอ็นจีวีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่ามูลค่าก่อสร้างรวมจะอยู่ที่ไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
นอกจากนี้ยืนยันว่าจะไม่กระทบกับแผนการกระจายเอ็นจีวีของ ปตท.อย่างแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันมีแนวท่อในพื้นที่สงขลาสามารถกระจายไปยังพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างได้ ขณะที่แนวท่อขนอมก็สามารถกระจายไปยังพื้นที่ภาคใต้ตอนบนได้
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ปตท.อยู่ระหว่างการศึกษาแผนลงทุนแนวท่อเอ็นจีวีภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ในด้านพื้นที่วางท่อ ส่วนเม็ดเงินลงทุนที่คาดว่าจะสามารถปรับลดลงได้อีกหลังจากราคาวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็กปรับราคาลงมาก แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเริ่มแนวท่อเส้นใดก่อน คาดว่าจะได้ความชัดเจนภายในปลายปีหน้า"ที่แน่ๆเราคงพับแผนก่อสร้างแนวท่อเอ็นจีวีภาคใต้ไป เพราะระยะทางยาว ลงทุนสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท หากไม่รวมแนวท่อภาคใต้ก็จะเหลือเม็ดเงินลงทุนสำรับภาคเหนือและอีสานแค่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท อีกทั้งตอนนี้ราคาเหล็กก็ปรับลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนในการก่อสร้างแนวท่อเอ็นจีวีน่าจะลดลงได้อีก"นายณัฐชาติ กล่าว
สำหรับกรณีที่รัฐอาจพิจารณาไม่ปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีในปีหน้า จากปัจจุบันราคาขายปลีกอยู่ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม แต่ต้นทุนผลิตจริงอยู่ที่ประมาณ 14.30 บาทต่อกิโลกรัม ยอมรับว่าหากรัฐไม่ให้พิจารณาปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีปีหน้าเป็น 12 บาทต่อกิโลกรัม ตามมติ ครม.ชุดก่อน อาจกระทบแผนการลงทุนขยายแนวท่อและสถานีบริการเอ็นจีวีได้
ขณะที่ปริมาณรถยนต์ที่เข้ามาติดตั้งเอ็นจีวีขณะนี้ปรับลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดือนก.ค.-ส.ค.51 ที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับลดลงมาก ทำให้ประชาชนชะลอการติดตั้งเอ็นจีวีแล้วกลับไปใช้น้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของรถบ้าน ปัจจุบันตัวเลขรถที่เข้ามาติดตั้งเอ็นจีวีอยู่ที่ 100-200 คันต่อเดือน เทียบกับช่วงเดือนก.ค.51 ที่ 400-500 คันต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัจจุบันความพร้อมด้านสถานีบริการยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดย ปตท.จะเร่งขยายสถานีบริการเอ็นจีวีเพิ่มขึ้น คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเป็น 322แห่ง ลดลงจากต้นปีที่คาดว่าจะขยายให้ได้ 355 แห่ง ส่วนยอดขายเอ็นจีวีของ ปตท.ปัจจุบันอยู่ที่ 3 ล้านลิตรต่อเดือน เพิ่มขึ้น 6-7% จากต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่ปัจจุบันมีรถยนต์ที่ติดตั้งเอ็นจีวีแล้ว 1.2 แสนคัน คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.26-1.28 แสนคัน ภายในสิ้นปีนี้
ด้านนายแสงเจริญ ธนาดำรงศักดิ์ ประธาน บริษัท ซุปเปอร์เซ็นทรัลแก๊ส จำกัด อู่ติดตั้งอุปกรณ์เอ็นจีวี และก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี) กล่าวว่า จากการที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนติดตั้งก๊าซน้อยลงมาก ในส่วนของเอ็นจีวีลดลงกว่า 50% ส่วนแอลพีจีลดลงกว่า 90 % โดยแอลพีจีนั้นนอกจากได้รับผลจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงแล้ว ยังมีปัจจัยในเรื่องที่รัฐบาลประกาศปรับราคาแอลพีจีในภาคขนส่ง "ปัจจัยดังกล่าวกระทบต่ออู่ติดตั้งโดยตรง ทำให้มีถังและอุปกรณ์ประกอบค้างสต็อกจำนวนมาก โดยเฉพาะเอ็นจีวี ซึ่งบริษัทรับติดตั้งเป็นหลักนั้น มีสต็อกถังค้างอยู่ถึง 4,000 ใบส่วนอุปกรณ์ประกอบมีสต็อกว่า 5,000 ชุด คิดเป็นภาระที่เกิดขึ้นกว่า 155 ล้านบาท ขณะที่ถังแอลพีจีมีค้างอยู่ประมาณ 300 ใบ ขณะนี้บริษัทได้หยุดสั่งซื้อถังและอุปกรณ์ทั้งหมดแล้ว เพื่อระบายสต็อกที่ค้างอยู่"นายแสงเจริญ กล่าว
สำหรับประเภทรถที่มาติดตั้งเอ็นจีวีอย่างต่อเนื่องในเวลานี้ เป็นรถตู้ ขสมก. รวมถึงการติดตั้งให้กับค่ายรถยนต์ต่างๆ อาทิ มิตซูบิชิ โตโยต้า และเชฟโลเรต เป็นต้น ขณะที่รถแท็กซี่และรถบรรทุกหัวลากหายไปจากระบบ เนื่องจากราคาน้ำมันลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะใช้น้ำมันมากกว่า ขณะเดียวกันการปรับขึ้นราคาแอลพีจีก็อยู่ในระดับที่น้อยเกินไปจึงไม่จูงใจให้แท็กซี่เร่งมาติดเอ็นจีวีตามที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตามประเมินการใช้เอ็นจีวีจะยังเติบโตไปได้ในระยะยาว เพราะราคาน้ำมันจะต้องกลับมาสูงขึ้นอีกอย่างแน่นอน โดยดูจากยอดการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้การบริโภคน้ำมันของจีนเติบโตตาม และจะผลักดันให้ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด ส่วนราคาเอ็นจีวีมองว่าหากมีการปรับขึ้นในปีหน้า ภาครัฐควรพยายามรักษาระดับความแตกต่างจากแอลพีจีไม่ให้ต่ำกว่า 3 บาทต่อกิโลกรัม หรือราคาเอ็นจีวีควรอยู่ที่ 11 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมทั้งเร่งปรับขึ้นราคาแอลพีจี 6 บาท เพื่อให้ยอดการติดเอ็นจีวีสูงขึ้น และการติดแอลพีจีปรับลดลง

ที่มา : หสพ.รายวัน ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 18 พ.ย. 2551
www.kaohoon.com/pg.newspaper

คำถามท้ายเรื่อง
1. การก่อสร้างแนวท่อก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) มีกี่สาย อะไรบ้าง
2. เพราะเหตุใดแผนการก่อสร้างแนวท่อเอ็นจีวีเส้นภาคใต้จึงถูกล้มเลิก
3. เพราะเหตุใดปริมาณรถยนต์ที่ติดตั้งเอ็นจีวีในขณะนี้ปรับลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ที่ผ่านมา

5 ความคิดเห็น:

  1. ตอบโดย
    น.ส.กัตติมาส ไกรสินธุ์
    เลขทะเบียน 4901202128


    1.) ตอบ 3 สาย คือภาคเหนือ(อยุธยา-นครสวรรค์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(สระบุรี-นครราชสีมา) และภาคใต้(ราชบุรี-ประจวบคีรีขันธ์)

    2.) ตอบ เนื่องจากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยในการที่จะสร้างเพราะมี ระยะทางที่ไกล อีกทั้งมูลค่าการก่อสร้างยังสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท เทียบกับแนวท่อเอ็นจีวีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่ามูลค่าก่อสร้างรวมจะอยู่ที่ไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

    3.) ตอบ การที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้คนหันไปใช้น้ำมันแทน
    รวมถึงรื่องที่รัฐบาลประกาศปรับราคาแอลพีจีในภาคขนส่ง

    ตอบลบ
  2. 1.การก่อสร้างแนวท่อก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) มีกี่สาย อะไรบ้าง
    ตอบ 3 สาย คือภาคเหนือ(อยุธยา-นครสวรรค์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(สระบุรี-นครราชสีมา) และภาคใต้(ราชบุรี-ประจวบคีรีขันธ์)
    2.เพราะเหตุใดแผนการก่อสร้างแนวท่อเอ็นจีวีเส้นภาคใต้จึงถูกล้มเลิก
    ตอบ เนื่องจากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยเพราะมีระยะทางที่ไกล อีกทั้งมูลค่าการก่อสร้างยังสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท เทียบกับแนวท่อเอ็นจีวีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่ามูลค่าก่อสร้างรวมจะอยู่ที่ไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
    3.เพราะเหตุใดปริมาณรถยนต์ที่ติดตั้งเอ็นจีวีในขณะนี้ปรับลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ที่ผ่านมา
    ตอบ เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับลดลงมาก ทำให้ประชาชนชะลอการติดตั้งเอ็นจีวีแล้วกลับไปใช้น้ำมันมากขึ้น

    ตอบโดย นางสาวพิชชานันท์ ตันเกษมขจรศรี
    เลขทะเบียน 48210401

    ตอบลบ
  3. 1)ตอบ มี 3 สาย ได้แก่
    1.ภาคเหนือ(อยุธยา-นครสวรรค์)
    2.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(สระบุรี-นครราชสีมา)
    3.ภาคใต้(ราชบุรี-ปจวบคีรีขันธ์)
    2)ตอบ
    1.เนี่องจากมีพื่นที่ไม่อำนวยและมีระยะทางที่ไกล รวมถึงมีมูลค่าสูงในการก่อสร้าง
    2.เนื่องจากปัจจุบันมีแนวท่อในพื้นที่สงขลาสามารถกระจายไปยังพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างได้ ขณะที่แนวท่อขนอมก็สามารถกระจายไปยังพื้นที่ภาคใต้ตอนบนได้

    3)เนื่องจากราคาน้ำมันลดลง ส่งผลให้เลือกที่จะใช้น้ำมันมากกว่า


    ตอบโดย นางสาวพจนารถ สุภัทร์วัน เลขทะเบียน48210398

    ตอบลบ
  4. 1.มี 3 สาย คือภาคเหนือ(อยุธยา-นครสวรรค์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(สระบุรี-นครราชสีมา) และภาคใต้(ราชบุรี-ประจวบคีรีขันธ์)

    2.เนื่องจากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยเพราะมีระยะทางที่ไกล อีกทั้งมูลค่าการก่อสร้างยังสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท เทียบกับแนวท่อเอ็นจีวีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่ามูลค่าก่อสร้างรวมจะอยู่ที่ไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

    3.เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับลดลงมาก ทำให้ประชาชนชะลอการติดตั้งเอ็นจีวีแล้วกลับไปใช้น้ำมันมากขึ้น และยังมีปัจจัยในเรื่องที่รัฐบาลประกาศปรับราคาแอลพีจีในภาคขนส่ง

    นางสาวขนิษฐา ร้อยอำแพง
    เลขทะเบียน4901102127

    ตอบลบ
  5. 1)ตอบ มี 3 สาย ได้แก่
    1.ภาคเหนือ(อยุธยา-นครสวรรค์)
    2.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(สระบุรี-นครราชสีมา)
    3.ภาคใต้(ราชบุรี-ปจวบคีรีขันธ์)
    2)ตอบ
    1.เนี่องจากมีพื่นที่ไม่อำนวยและมีระยะทางที่ไกล รวมถึงมีมูลค่าสูงในการก่อสร้าง
    2.เนื่องจากปัจจุบันมีแนวท่อในพื้นที่สงขลาสามารถกระจายไปยังพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างได้ ขณะที่แนวท่อขนอมก็สามารถกระจายไปยังพื้นที่ภาคใต้ตอนบนได้

    3)เนื่องจากราคาน้ำมันลดลง ส่งผลให้เลือกที่จะใช้น้ำมันมากกว่า



    นางสาว อุไรวรรณ เกิดไกร g.18
    เลขทะเบียน 48210166

    ตอบลบ