วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2551

UN ออกรายงานเรียกร้องทั่วโลกใช้มาตรการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจปี 52

จัดทำโดย นางสาวกมลทิพย์ วาสนาพงษ์ 48210354

ที่มา สำนักข่าวอินโฟเควสท์

องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เปิดเผยในรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและการคาดการณ์เศรษฐกิจปีพ.ศ.2553 พร้อมกับเรียกร้องให้ประเทศทั่วโลกเร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และร่วมมือกันเพื่อยับยั้งเศรษฐกิจโลกไม่ให้ถดถอยรุนแรง ซึ่งรวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีความสอดคล้องกันและการพัฒนาเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างยั่งยืน

คณะนักเศรษฐศาสตร์ของยูเอ็นเสนอแนวทางป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจโลกเผชิญภาวะถดถอยซ้ำรอยในอนาคต ซึ่งแนวทางดังกล่าวครอบคลุมถึงการตั้งกฎข้อบังคับสำหรับตลาดการเงินและสถาบันทางการเงินให้เข้มงวดขึ้น อีกทั้งจัดหาสภาพคล่องระหว่างประเทศให้เพียงพอ ปรับโครงสร้างระบบการสำรองเงินระหว่างประเทศ และจัดตั้งระบบธรรมาภิบาลในภาคเศรษฐกิจให้แข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ยูเอ็นคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะขยายตัวเพียง 0.5% ในปีพ.ศ.2552 ขณะที่เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาจะขยายตัว 4.6%
ยูเอ็นคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนอาจชะลอตัวลงเนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว โดยคาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงสู่ระดับ 10% ในปีนี้ จากปีที่แล้วที่ระดับ 11.4% อย่างไรก็ตาม ยูเอ็นคาดว่าเมื่อพิจารณาจากปัจจัยโดยรวมแล้ว เศรษฐกิจจีนยังคงเคลื่อนตัวในทิศทางที่เป็นบวก โดยคาดว่าอัตราลงทุนในสินทรัพย์คงที่จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ส่วนการอุปโภคบริโภคในภาคเอกชนจะแข็งแกร่งขึ้น เนื่องจากอัตราค่าแรงที่สูงขึ้นและตลาดหุ้นจีนที่พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 2 ปีที่แล้ว
ยูเอ็นยังกล่าวด้วยว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงมีอิทธิพลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกมากขึ้น โดยในปีที่แล้ว อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนคิดเป็นสัดส่วน 17% ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับสหรัฐอเมริกา สำนักข่าวซินหัวรายงาน

คำถาม

1.เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา มีการขยายตัวกี่เปอร์เซ็นต์

2. ปัจจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญคืออะไร

3. ในปีที่แล้วอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลก

วันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด 3 หุ้น, มวย, หวย และ ไฮโลว์

จัดทำบทความโดย นางสาวพัชราภรณ์ ตั้งมนัสสุขุม
เลขทะเบียน 48210375

ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด 3 หุ้น, มวย, หวย และ ไฮโลว์ ก็คือ การพนันชนิดหนึ่งไม่ต่างไปจากหวย แทนที่จะรับรู้ว่าหุ้น คือ วิธีการระดมทุนเข้าไปประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง และเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการลงทุนสำหรับคนที่เรียนรู้มันเป็นอย่างดี
ในเมื่อสังคมไทยส่วนหนึ่งมองหุ้นไม่ต่างไปจากการแทงหวย แถมยังมีการออกหวยหุ้นให้เล่นกันควบคู่ไปกับหวยใต้ดินอีกด้วย ก็ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของตลาดหลักทรัพย์ในสายตาของคนไทยจำนวนไม่น้อย ไม่ต่างไปจากสนามมวยราชดำเนิน ลุมพินี และที่อื่นๆ ซึ่งแม้จะมีความพยายามบอกว่าที่นั่นคือสถานที่แข่งขันกีฬา แต่ก็ยังมีคนเห็นกันตำตาว่ามีการเล่นพนันมวยกันอย่างโจ๋งครึ่มในทุกนัดที่มีการชกมวย

โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าการที่ผู้คนจำนวนหนึ่งจะนำเงินไปลงทุนในหุ้น ต่างก็ต้องขวนขวายหาข้อมูลของหุ้นที่กำลังอยู่ในระหว่างการตัดสินใจ ซึ่งข้อมูลที่แต่ละคนหามาก็มีที่มาจากแหล่งต่างๆ กัน แต่ในบรรดาข้อมูลดิบเหล่านั้น ย่อมมีข่าวคราวที่เกิดขึ้นตามสื่อต่างๆ ถูกนำมาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจด้วย
และแน่นอนว่าบรรดาผู้บริหารบริษัทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริหารของบริษัท ที่อยู่ในระหว่างการแต่งองค์ทรงเครื่อง เตรียมตัวพร้อมที่จะเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ย่อมต้องมีหรือหาวิธีการที่จะทำให้ข่าวเกี่ยวกับบริษัทของตนเอง ถูกนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ
ข่าวในเชิงบวก เช่น บริษัทกำลังจะเข้าไปลงทุนที่นั่นที่นี่ กำลังมีแผนงานที่จะขยายธุรกิจให้กว้างขวางออกไป และข่าวความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ข่าวเหล่านี้ย่อมทำให้คนทั่วไปที่ได้รับข่าวเกิดทัศนคติที่ดีต่อบริษัท และอาจนำไปรวมกับข้อมูลด้านอื่นที่ได้รับมา ทำให้การตัดสินใจเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นได้ง่ายขึ้น
ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะทราบมาว่า ผู้ลงทุนตัดสินใจซื้อหุ้นของบริษัทที่ประกอบธุรกิจยานยนต์แห่งหนึ่ง ตัดสินใจลงทุนเพิ่มเพราะมีข่าวออกมาว่า บริษัทดังกล่าวกำลังยื่นประมูลขายรถจำนวนมากให้แก่หน่วยงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง โดยมีจำนวนเงินในการซื้อขายไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท แต่หลังจากมีการเปลี่ยนแปลงบางประการของตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล ทำให้ผลการประมูลดังกล่าวพลิกผันไปคนละทิศกับข่าวที่เกิดขึ้นครั้งแรก จนทำให้ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท ถูกกล่าวหาว่าหลบหนีออกจากประเทศไทยไปแล้ว
นักลงทุนอย่างนี้ละครับที่ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ ถูกมองในแง่มุมไม่ต่างไปจากสนามมวย เพราะไม่สามารถแยกแยะได้ระหว่างข่าวสารที่เกิดขึ้นในสื่อ กับข้อมูลประกอบการลงทุนที่แท้จริงว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร คนเหล่านี้จึงตัดสินใจลงทุนด้วยการตัดสินใจเยี่ยงเดียวกันกับนักการพนัน ที่ชอบแทงประตูเสี่ยงมากโอกาสได้น้อย แต่ถ้าถูกเจ้ามือก็จ่ายงาม มากกว่าจะลงทุนในหุ้นที่เสี่ยงน้อย แต่ได้ผลรับค่อนข้างแน่นอน
ถ้าเป็นนักเล่นไฮโลว์ก็ต้องบอกว่า เต็งสูงเต็งต่ำไม่รู้จักแทง ดันไปแทงสิบเอ็ดไฮโลว์ หวังเปิดถ้วยจะได้เห็น หกสี่เอี่ยว มันก็ต้องเดินหน้าเหี่ยวกลับบ้านทุกทีละไอ้ทิดเอ๊ย สาบานได้ว่าผมเขียนในฐานะของคนที่ไม่เคยลงทุนในตลาดหุ้นแม้แต่บาทเดียว แต่ถ้าวงไฮโลว์ละก็ยอมรับว่าเคยนั่ง ทั้งฝั่งที่เป็นคนเขย่าถ้วยให้ลูกค้าริน และฝั่งคนวางเงินช่องหกสูงต่ำเอี่ยว ตามเสียงดิ้นของเต๋าใต้ฝาครอบมาบ้างครับ
นายพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
รัฐบาลแห่งชาติกระหึ่ม กองทัพรอการเมืองขานรับ
หลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยพิจารณายุบพรรค พลังประชาชน-ชาติไทย-มัชฌิมาธิปไตย พร้อมกับ ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรคลงเล่นการเมือง 5 ปี ด้วยมติที่เป็นเอกฉันท์



ที่มา : โดยหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึกวัน พุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551

คำถาม
1.ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด 3 หุ้น, มวย, หวย และ ไฮโลว์ คืออะไร จงอธิบาย
2.สังคมไทยมีมุมมองเกี่ยวกับหุ้นอย่างไร พร้อมทั้งอธิบาย
3.ผู้เขียนบทความเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะต้องการสื่อถึงอะไร

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ปตท.ล้มท่อ NGV ใต้งบ 2 หมื่นล้านไม่คุ้ม

จัดทำบทความโดย น.ส.จารี บริบูรณ์ เลขทะเบียน 48210372

ปตท.เล็งล้มแผนแนวท่อเอ็นจีวีภาคใต้ราชบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ หวั่นไม่คุ้มลงทุนสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท แถมพื้นที่ยังไม่เอื้ออำนวยแต่ยังเดินหน้าเส้นภาคเหนือ-อีสานต่อย้ำชัดไม่กระทบแผนกระจายเอ็นจีวีในประเทศ
นายณัฐชาติ จารุจินดา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยกับ "ข่าวหุ้นธุรกิจ" ว่า ความคืบหน้าการก่อสร้างแนวท่อก๊าซธรรมชาติ(เอ็นจีวี) 3 สาย คือภาคเหนือ(อยุธยา-นครสวรรค์) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(สระบุรี-นครราชสีมา) และภาคใต้(ราชบุรี-ประจวบคีรีขันธ์) มูลค่า 5 หมื่นล้านบาท (แผนลงทุนปี 51-54) ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษา เบื้องต้นคาดว่าจะล้มแผนก่อสร้างแนวท่อเอ็นจีวีเส้นภาคใต้ ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่ไม่เอื้ออำนวยเพราะมีระยะทางที่ไกล อีกทั้งมูลค่าการก่อสร้างยังสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท เทียบกับแนวท่อเอ็นจีวีภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คาดว่ามูลค่าก่อสร้างรวมจะอยู่ที่ไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
นอกจากนี้ยืนยันว่าจะไม่กระทบกับแผนการกระจายเอ็นจีวีของ ปตท.อย่างแน่นอน เนื่องจากปัจจุบันมีแนวท่อในพื้นที่สงขลาสามารถกระจายไปยังพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างได้ ขณะที่แนวท่อขนอมก็สามารถกระจายไปยังพื้นที่ภาคใต้ตอนบนได้
อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ปตท.อยู่ระหว่างการศึกษาแผนลงทุนแนวท่อเอ็นจีวีภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ในด้านพื้นที่วางท่อ ส่วนเม็ดเงินลงทุนที่คาดว่าจะสามารถปรับลดลงได้อีกหลังจากราคาวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็กปรับราคาลงมาก แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะเริ่มแนวท่อเส้นใดก่อน คาดว่าจะได้ความชัดเจนภายในปลายปีหน้า"ที่แน่ๆเราคงพับแผนก่อสร้างแนวท่อเอ็นจีวีภาคใต้ไป เพราะระยะทางยาว ลงทุนสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท หากไม่รวมแนวท่อภาคใต้ก็จะเหลือเม็ดเงินลงทุนสำรับภาคเหนือและอีสานแค่ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท อีกทั้งตอนนี้ราคาเหล็กก็ปรับลดลงตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ดังนั้นเม็ดเงินลงทุนในการก่อสร้างแนวท่อเอ็นจีวีน่าจะลดลงได้อีก"นายณัฐชาติ กล่าว
สำหรับกรณีที่รัฐอาจพิจารณาไม่ปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีในปีหน้า จากปัจจุบันราคาขายปลีกอยู่ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม แต่ต้นทุนผลิตจริงอยู่ที่ประมาณ 14.30 บาทต่อกิโลกรัม ยอมรับว่าหากรัฐไม่ให้พิจารณาปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีปีหน้าเป็น 12 บาทต่อกิโลกรัม ตามมติ ครม.ชุดก่อน อาจกระทบแผนการลงทุนขยายแนวท่อและสถานีบริการเอ็นจีวีได้
ขณะที่ปริมาณรถยนต์ที่เข้ามาติดตั้งเอ็นจีวีขณะนี้ปรับลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดือนก.ค.-ส.ค.51 ที่ผ่านมา เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับลดลงมาก ทำให้ประชาชนชะลอการติดตั้งเอ็นจีวีแล้วกลับไปใช้น้ำมันมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของรถบ้าน ปัจจุบันตัวเลขรถที่เข้ามาติดตั้งเอ็นจีวีอยู่ที่ 100-200 คันต่อเดือน เทียบกับช่วงเดือนก.ค.51 ที่ 400-500 คันต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัจจุบันความพร้อมด้านสถานีบริการยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดย ปตท.จะเร่งขยายสถานีบริการเอ็นจีวีเพิ่มขึ้น คาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเป็น 322แห่ง ลดลงจากต้นปีที่คาดว่าจะขยายให้ได้ 355 แห่ง ส่วนยอดขายเอ็นจีวีของ ปตท.ปัจจุบันอยู่ที่ 3 ล้านลิตรต่อเดือน เพิ่มขึ้น 6-7% จากต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่ปัจจุบันมีรถยนต์ที่ติดตั้งเอ็นจีวีแล้ว 1.2 แสนคัน คาดว่าจะเพิ่มเป็น 1.26-1.28 แสนคัน ภายในสิ้นปีนี้
ด้านนายแสงเจริญ ธนาดำรงศักดิ์ ประธาน บริษัท ซุปเปอร์เซ็นทรัลแก๊ส จำกัด อู่ติดตั้งอุปกรณ์เอ็นจีวี และก๊าซปิโตรเลียมเหลว(แอลพีจี) กล่าวว่า จากการที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนติดตั้งก๊าซน้อยลงมาก ในส่วนของเอ็นจีวีลดลงกว่า 50% ส่วนแอลพีจีลดลงกว่า 90 % โดยแอลพีจีนั้นนอกจากได้รับผลจากราคาน้ำมันที่ปรับลดลงแล้ว ยังมีปัจจัยในเรื่องที่รัฐบาลประกาศปรับราคาแอลพีจีในภาคขนส่ง "ปัจจัยดังกล่าวกระทบต่ออู่ติดตั้งโดยตรง ทำให้มีถังและอุปกรณ์ประกอบค้างสต็อกจำนวนมาก โดยเฉพาะเอ็นจีวี ซึ่งบริษัทรับติดตั้งเป็นหลักนั้น มีสต็อกถังค้างอยู่ถึง 4,000 ใบส่วนอุปกรณ์ประกอบมีสต็อกว่า 5,000 ชุด คิดเป็นภาระที่เกิดขึ้นกว่า 155 ล้านบาท ขณะที่ถังแอลพีจีมีค้างอยู่ประมาณ 300 ใบ ขณะนี้บริษัทได้หยุดสั่งซื้อถังและอุปกรณ์ทั้งหมดแล้ว เพื่อระบายสต็อกที่ค้างอยู่"นายแสงเจริญ กล่าว
สำหรับประเภทรถที่มาติดตั้งเอ็นจีวีอย่างต่อเนื่องในเวลานี้ เป็นรถตู้ ขสมก. รวมถึงการติดตั้งให้กับค่ายรถยนต์ต่างๆ อาทิ มิตซูบิชิ โตโยต้า และเชฟโลเรต เป็นต้น ขณะที่รถแท็กซี่และรถบรรทุกหัวลากหายไปจากระบบ เนื่องจากราคาน้ำมันลดลง ส่งผลให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะใช้น้ำมันมากกว่า ขณะเดียวกันการปรับขึ้นราคาแอลพีจีก็อยู่ในระดับที่น้อยเกินไปจึงไม่จูงใจให้แท็กซี่เร่งมาติดเอ็นจีวีตามที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตามประเมินการใช้เอ็นจีวีจะยังเติบโตไปได้ในระยะยาว เพราะราคาน้ำมันจะต้องกลับมาสูงขึ้นอีกอย่างแน่นอน โดยดูจากยอดการจำหน่ายรถยนต์ในประเทศจีนที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้การบริโภคน้ำมันของจีนเติบโตตาม และจะผลักดันให้ราคาน้ำมันตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในที่สุด ส่วนราคาเอ็นจีวีมองว่าหากมีการปรับขึ้นในปีหน้า ภาครัฐควรพยายามรักษาระดับความแตกต่างจากแอลพีจีไม่ให้ต่ำกว่า 3 บาทต่อกิโลกรัม หรือราคาเอ็นจีวีควรอยู่ที่ 11 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมทั้งเร่งปรับขึ้นราคาแอลพีจี 6 บาท เพื่อให้ยอดการติดเอ็นจีวีสูงขึ้น และการติดแอลพีจีปรับลดลง

ที่มา : หสพ.รายวัน ข่าวหุ้น ฉบับวันที่ 18 พ.ย. 2551
www.kaohoon.com/pg.newspaper

คำถามท้ายเรื่อง
1. การก่อสร้างแนวท่อก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) มีกี่สาย อะไรบ้าง
2. เพราะเหตุใดแผนการก่อสร้างแนวท่อเอ็นจีวีเส้นภาคใต้จึงถูกล้มเลิก
3. เพราะเหตุใดปริมาณรถยนต์ที่ติดตั้งเอ็นจีวีในขณะนี้ปรับลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. ที่ผ่านมา

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

แบงก์ชาติทำอะไรกับค่าเงินบาท

จัดทำบทความโดย
นางสาวพัชรียา คงบุญวาท เลขทะเบียน 48210350

ในช่วง 3-4 ปี ก่อนปี 2540 มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศเป็นปริมาณมาก ทำให้มีเงินดอลลาร์สหรัฐมาแลก เป็นเงินบาทมากขึ้น ส่งผลให้แบงก์ชาติมีเงินทุนสำรอง ระหว่างประเทศ เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับความต้องการเงินทุน ที่จะรองรับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาในช่วงปี 2539-2540 นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะ Hedge Fund เห็นว่าเงินบาทแข็งเกินกว่าความเป็นจริง กล่าวคือ ค่าเงินบาทไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน การส่งออกชะงัก การลงทุนในประเทศลดลงและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 8% ของ GDP โดยมีหนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศมารองรับ ทำให้ความต้องการถือค่าเงินบาทมีน้อย เพราะกลัวจะขาดทุนจาก การอ่อนค่าของเงินบาท อีกทั้งต้องการทำกำไร จากการคาดการณ์ค่าเงินบาท จะอ่อนค่าลงในอนาคต จึงมีแรงเทขายบาทและซื้อดอลลาร์ กลับไปมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากตลาดปัจจุบัน (Spot) และตลาดล่วงหน้า (Forward)แบงก์ชาติต้องแทรกแซง สร้างอุปสงค์ในเงินบาท โดยรับซื้อบาทขายดอลลาร์ ทั้งซื้อทันทีและซื้อล่วงหน้า ทำให้เงินทุนสำรองฯ ที่มีอยู่ลดลงอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มจะลดลงอีก ในอนาคตเมื่อครบกำหนด ส่งมอบตามสัญญาล่วงหน้า นักลงทุนต่างชาติ นักค้าเงินต่างประเทศ นักเก็งกำไรและสถาบันการเงินไทยบางส่วนเก็งกำไร โดยการขายบาท (ซื้อดอลลาร์) ทั้งในตลาดปัจจุบันและตลาดล่วงหน้า แล้วค่อยซื้อบาทใหม่ในอนาคต เมื่อค่าเงินบาทอ่อนลงนอกจากนั้น ในด้านของนักลงทุน และนักเก็งกำไรต่างประเทศ ยังทำ Swap เพื่อประกันความเสี่ยงและเก็งกำไรจากการที่บาทจะมีค่าลดลงในอนาคต โดยเอาดอลลาร์มาแลกเป็นเงินบาทโดยทำสัญญากับแบงก์ชาติว่าจะเอา ดอลลาร์กลับคืนไป ซึ่งเป็นวิธีการเก็งกำไรโดย การเปลี่ยนดอลลาร์เป็นเงินบาท และเอาเงินบาทไป Dump ขายทิ้ง การทำ Swap เช่นนี้ จึงเปรียบเสมือนเป็น ธุรกรรมยืมเงินบาท ของนักเก็งกำไรที่จะได้เอาไปขาย Short หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การที่แบงก์ชาติยอมทำธุรกรรมนี้ จึงเป็นการให้ต่างชาติยืมเงินบาท ทำให้พวกเขามีกระสุน ที่จะเก็งกำไรยิ่งใหญ่โตขึ้นจากเอกสารของ ศปร. ชี้ชัดว่า ในช่วงต้นปีพ.ศ. 2540 ค่าเงินบาทถูกกด ดันอย่างต่อเนื่อง มีการโจมตีค่าเงินบาทหลายครั้งติดต่อกัน โดยนักเก็งกำไรได้โจมตีเงินบาทด้วยการซื้อ SWAP Sell-Buy USD/THB ควบคู่ไปด้วย นั่นคือการทำธุรกรรมใน การนำเงินดอลลาร์ซื้อเงินบาทโดยทำสัญญาว่า จะขายเงินบาท/ซื้อเงินเหรียญสหรัฐฯ คืนตามกำหนดเวลา นักเก็งกำไรทำเช่นนี้ เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์จากที่ค่าเงินบาทจะลดลงแล้ว จะเป็นการผลักดันให้อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (SWAP Premium) ในการซื้อขายสูงขึ้นด้วยในทางกลับกัน ในด้านของ แบงก์ชาติก็อยากที่จะทำ Swap ด้วย เพราะต้องการแทรกแซง โดยเพิ่มความต้องการเงินบาท ไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าลงเร็ว ในขณะเดียวกันก็จะได้ดอลลาร์มาใช้ก่อน (เปรียบเสมือนการยืมดอลลาร์แล้วค่อยใช้คืนในอนาคต) เพราะในขณะนั้นแบงก์ชาติเสียดอลลาร์ไปจำนวนมากจากการที่ต้องรับซื้อ บาท/ขายดอลลาร์ในตลาดปัจจุบันและตลาดล่วงหน้า ทำให้ฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศง่อนแง่น อีกทั้งแบงก์ชาติยังมีเงินดอลลาร์ที่ได้จากการทำ Swap ในขาแรกเพิ่มขึ้นไปใช้ป้องกันค่าเงิน โดยการซื้อบาทในตลาดปัจจุบันอีกด้วยSWAP นั้นคือการขอซื้อเงินตราในวันนี้ ในราคานี้ โดยกำหนดวันที่จะส่งมอบเงินตราให้ในวันข้างหน้า ธุรกรรม SWAP รูปแบบที่แบงก์ชาติทำในช่วงก่อนวิกฤติการเงินเรียกว่า Buy-Sell SWAP USD/THB คือขณะที่นำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปซื้อเงินบาท ในทันทีนั้นก็จะนำเงินบาทซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ จากตลาด โดยทำ ธุรกรรม SWAP ที่มีเงื่อนไขสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดสัญญา (อาจเป็น 2 วัน หรือ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี) แบงก์ชาติจะต้องขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อเงินบาทคืนการทำสัญญา SWAP ในขณะนั้น จะเป็นการอัดฉีดเงินบาทเข้าไปในระบบเพื่อลบล้าง ผลการโจมตีของนักเก็งกำไรเงินตราต่างประเทศ โดยที่ปริมาณเงินบาทในตลาดทันทีจะไม่ลดลง ดอกเบี้ยก็จะไม่แพงขึ้น และยังสามารถซ่อนผลกระทบของการปกป้องค่าเงิน บาท ต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ไม่ให้ปรากฏต่อตลาดได้ เพราะปริมาณเงินทุนสำรองจะไม่ลดลง แต่พันธะในการส่งเงินตราต่างประเทศ คืนกลับให้คู่สัญญาจะเกิดขึ้นในอนาคต และดอกเบี้ยจะยิ่งสูงขึ้น
แต่การนำธุรกรรม SWAP มาใช้ เป็นผลให้แบงก์ชาติสามารถดำเนินการปกป้องค่าเงินบาท โดยแทบไม่มีขีดจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น และทำให้ทุนสำรอง ระหว่างประเทศสุทธิลดลงอย่างมากจนถึงขั้นวิกฤติ หากแบงก์ชาติทบทวนนโยบายของตนเร็วขึ้น แบงก์ชาติก็จะไม่รีรอปรับค่าเงินบาท และจะไม่สร้างภาระผูกพัน จากธุรกรรม SWAP แต่การทำ SWAP เป็นการเปิดโอกาสให้แบงก์ชาติเลี่ยง การเผชิญปัญหาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเงินทุนสำรองเกือบหมดสิ้น และถือว่าเป็นความก้าวหน้าอีกระดับในแวดวง ราชการไทย ที่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ กล้าที่จะออกมาแสดงความคิดเห็น กล้าที่จะออกมาวิพากย์วิจารณ์ การทำงานของอีกหน่วยราชการหนึ่ง ด้วยความเป็นกลางปราศจากอคติ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง นี่อาจเป็นคุณูปการที่เราได้รับ หลังจากเกิดเหตุการณ์ล่มสลายทางเศรษฐกิจ ในปี 2540


ที่มา : สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

คำถามท้ายเรื่อง :
1. คำว่า SWAP หมายถึงอะไร และมีข้อดีอย่างไร
2. แบงค์ชาติ มีการสร้างอุปสงค์ในค่าเงินบาท อย่างไร และในอนาคตแบงค์ชาติ จะมีวิธีการจัดการกับค่าเงินอย่างไร
3. การนำเงินบาทไป Dump ขายทิ้ง และการทำ Swap เปรียบเสมือนการทำอะไรของนักเก็งกำไร

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สั่งควบ “เอสเอ็มอีแบงก์” – “บสย” เสริมแกร่งอัดฉีดเงินกู้ 30,000 ลบ.

จัดทำบทความโดย นางสาวอรวลี ผ่องแผ้ว เลขทะเบียน 48210346


ก.คลัง สั่งยกเครื่อง “เอสเอ็มอีแบงก์” จับควบรวม “บสย.” อัดฉีดสภาพคล่อง เพิ่มเงินกองทุน กระตุ้นปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มูลค่ากว่า 30,000 ลบ. พร้อมคลอดแพคเกจช่วยเหลือเอสเอ็มอีสู้ศึกวิกฤตการเงินโลก ทั้งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มูลค่า 10,000 ลบ. ตั้งกองทุนรวมทุน 500 ลบ. กัน 4,000 ลบ. ค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี อีกทั้ง ดึง สวทช. ใช้เทคโนโลยีช่วยเสริมแกร่ง


นายประดิษฐ์ ภัทรประดิษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเปิดโครงการ “ช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ช่วยเหลือตัวเองได้” หรือ smePOWER ว่า คณะทำงานศึกษาปัญหาของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้ปฏิเสธคำขอเพิ่มทุนของสองสถาบันการเงิน จำนวนรวมกว่า 2,100 ล้านบาท เพราะเห็นว่า ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริงในระยะยาว พร้อมกับเห็นชอบให้ควบรวมสถาบันการเงินทั้งสองเข้าด้วยกัน และให้มีการปรับโครงสร้างผู้บริหารใหม่ตามที่ประกาศไปแล้วด้วย

ทั้ง นี้ การควบรวมสององค์กรดังกล่าว จะเกิดประโยชน์ช่วยสร้างองค์กรการเงินใหม่ที่มีงบดุลการเงินแข็งแกร่งขึ้น รวมเป็นเงินสินทรัพย์ ประมาณ 54,000 ล้านบาท โดยมาจากเอสเอ็มอีแบงก์ ราว 48,000 ล้าน และจาก บสย. ประมาณ 6,000 ล้านบาท หนี้สินรวมกว่า 46,000 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 8,800 ล้านบาท ซึ่งภายหลังการควบกิจการ เอสเอ็มอีแบงก์ จะมีเงินกองทุนกว่า 9,000 ล้านบาท สามารถขยายการให้สินเชื่อและออกหนังสือค้ำประกันเงินให้สินเชื่อวงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องขอเงินเพิ่มทุนจากรัฐบายแต่อย่างใด

“ปัญหา ที่เกิดขึ้นในอดีต เกิดจากการใช้เงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพของสถาบันการเงินทั้ง 2 แห่ง ก่อให้เกิดปัญหาหนี้เสียมูลค่าสูง และมีการขอเพิ่มทุน ผมจึงปฏิเสธไม่ให้มีการเพิ่มทุน พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่เข้าไปทำงาน ซึ่งเชื่อได้ว่ามีความเชี่ยวชาญและโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยการควบรวมกิจการจะทำให้ประสิทธิภาพขององค์กรดีขึ้น และการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อใหม่จะพิจารณาถึงการปล่อยกู้ที่มีประสิทธิภาพ ” รมช.คลัง กล่าว

นอกจากนั้น การควบกิจการจะลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนอนุมัติสินเชื่อ ซึ่งจะสามารถทำงานได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้ง ประหยัดค่าใช้จ่าย เช่น ค่าเช่าสำนักงาน ระบบไอที เงินเดือนพนักงาน เป็นต้น

ด้านปรับโครงสร้างองค์กร หลังควบรวมแล้ว บสย.จะเข้ามาเป็นหน่วยงานหนึ่งของเอสเอ็มอีแบงก์ ในส่วนพนักงานเบื้องต้นยังไม่มีแผนปรับลดแต่อย่างใด ส่วนผู้จะมาดำเนินตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเอสเอ็มอีแบงก์คนใหม่นั้น ทางคณะกรรมการสรรหาซึ่งมีนายพิชิต อัคราทิตย์ เป็นประธานจะดำเนินการสรรหาต่อไป

ทั้งนี้ จะเสนอแผนควบรวมให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบในวันพรุ่งนี้ (28 ต.ค.) หลังจากนั้น ส่งให้คณะกรรมการกฤษฏีกาตีความ พิจารณาแก้กฎหมาย คาดว่าจะแล้วเสร็จได้ในระยะเวลา 6-9 เดือนข้างหน้า

ด้าน นายสมชาย สกุลสุรัตน์ ในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง อธิบายเสริมว่า เดิมการช่วยเหลือเอสเอ็มอีจะกระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน การรวบกิจการจะมาช่วยแก้ปัญหาให้เอสเอ็มอีอย่างครบวงจร รวมถึง แก้ปัญหาภายในของทั้งสององค์กรด้วย เพราะถ้าปล่อยให้ดำเนินการอย่างเดิมต่อไป รัฐบาลจะต้องเข้าไปช่วยเหลือเพิ่มทุนไปเรื่อยๆ แต่การมาควบรวม ช่วยเพิ่มศักยภาพให้เป็นสถาบันการเงินที่มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น

ส่วน การแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ซึ่งปัจจุบัน เอสเอ็มอีแบงก์ สูงกว่าร้อยละ 46.85 ส่วน บสย. ประมาณร้อยละ 10 เมื่อรวมกันแล้วจะมีมูลค่ารวม 20,000 ล้านบาทหรือร้อยละกว่า 50 ทางคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ชุดใหม่ ซึ่งมีนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ เป็นประธาน จะเข้ามาวางแผนสะสาง เช่น อาจจะขายเอ็นพีแอล หรือดำเนินการรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น ตั้งเป้าจะลดเอ็นพีแอลที่ไม่นำสินเชื่อใหม่มาเฉลี่ยรวม ให้เหลือร้อยละ 15 ภายใน 4 ปี

นอกจากนี้ นายประดิษฐ์ เผยถึงความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระยะเร่งด่วนซึ่งดำเนินการได้ทันที เพื่อรับมือวิกฤตการเงินโลก ภายใต้โครงการ smePOWER แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และด้านเสริมศักยภาพความรู้ และเทคโนโลยี

ในด้านแหล่ง เงินทุน ประการแรก จะมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อเอสเอ็มอี จำนวน 10,000 ล้านบาท โดยคิดอัตรา MLR หรือร้อยละ 7.25 ซึ่งถูกว่าอัตราสินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอีของธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่จะมีอัตราที่ MLR + 1 หรือ + 2 อีกทั้ง จะขยายระยะเวลาชำระหนี้คืน จาก 5 ปีเป็น 7 ปี และสำหรับเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มีปัญหาสภาพคล่อง ขาดเงินทุน แต่ธุรกิจยังพอดำเนินการต่อไปได้ จะมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ในวงเงินตั้งแต่ 3 แสนถึง 10 ล้านบาท

ประการ ที่สอง ให้บริการเงินร่วมลงทุนแก่เอสเอ็มอี โดยจัดสรรเงินจำนวน 500 ล้านบาท เพื่อร่วมลงทุนแก่เอสเอ็มอีในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ หรือกำลังขยายกิจการ ซึ่งต้องการเงินลงทุนเพิ่ม แต่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่เพียงพอที่จะกู้ยืม ทั้งนี้ เอสเอ็มอีแบงก์จะเข้าถือหุ้นเป็นส่วนน้อยในกิจการเพื่อแลกกับการอัดฉีดเงิน ร่วมลงทุนเข้าไปในวิสาหกิจนั้นๆ หลังจากที่ธุรกิจประสบความสำเร็จแล้ว ธนาคารจะขายหุ้นและปล่อยให้ผู้ประกอบการเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างเต็มตัว

ประการ ที่สาม คือ การค้ำประกันสินเชื่อให้แก่สถาบันการเงินอื่นๆ ที่พิจารณาปล่อยสินเชื่อให้เอสเอ็มอี โดยเอสเอ็มอีแบงก์จะค้ำประกันให้ผู้ประกอบการในส่วนที่หลักทรัพย์ค้ำประกัน ไม่เพียงพอ ซึ่งบริการนี้จะจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ปล่อยสินเชื่อให้แก่เอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มีความเสี่ยงสูงมากยิ่งขึ้น และยังช่วยระดมทุนจากธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มาช่วยเอสเอ็มอี

ทั้ง นี้ ได้จัดสรรเงินทุนสำหรับค้ำประกัน จำนวน 4,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะขยายวงเงินสินเชื่อสู่เอสเอ็มอีได้กว่า 12,000 ล้านบาท

นอก จากนั้น โครงการ smePOWER ในด้านเสริมศักยภาพความรู้ และเทคโนโลยี จะเน้นเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ผ่านการช่วยเหลือทางเทคโนโลยีแก่ผู้ประกอบการ โดยส่งผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ ไปเยี่ยมกิจการเอสเอ็มอี เพื่อให้คำแนะนำถึงเทคโนโลยี หรือกระบวนการทำงานเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มมูลค่าสินค้า หรือลดต้นทุนการผลิต เป็นต้น

ทั้ง นี้ จะให้หน่วยงานของรัฐอย่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาเป็นกำลังขับเคลื่อน ซึ่งขณะนี้ สวทช. กำลังดำเนินโครงการยกระดับเทคโนโลยีและประสิทธิภาพของเอสเอ็มอีอยู่แล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง สามารถช่วยผู้ประกอบการได้ปีละแค่ 250 คน ดังนั้น จะยกระดับโครงการนี้ อีกสิบเท่าเป็น 2,500 คนต่อปี

รม ช.คลัง ระบุด้วยว่า สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือในโครงการ smePOWER ดังกล่าว เบื้องต้นต้องเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีตามข้อกำหนดของกฎหมาย ส่วนรายละเอียด และเงื่อนไขต่างๆ นั้น ทางคณะกรรมการเอสเอ็มอีแบงก์ ซึ่งมีนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ เป็นประธาน จะประกาศภายในอีก 2-3 วันข้างหน้า

สำหรับ โครงการ smePOWER จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในวันพรุ่งนี้เช่นกัน และจะสามารถให้บริการแก่ผู้ประกอบการได้ตั้งแต่วันที่ 11 พฤศจิกายน 2551 เป็นต้นไป


ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ ลงวันที่ 29 ตุลาคม 2551 URL : http://cms.sme.go.th

คำถามท้ายเรื่อง
1.
โครงการ “ช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้ช่วยเหลือตัวเองได้” มีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร
2.
การช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ระยะเร่งด่วนซึ่งดำเนินการได้ทันที เพื่อรับมือวิกฤตการเงินโลก ภายใต้โครงการ smePOWER แบ่งเป็นกี่ด้าน อะไรบ้าง
3.
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่ง ประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้ปฏิเสธคำขอเพิ่มทุนของสองสถาบันการเงิน เป็นจำนวนเงินเท่าใด